
ทุกวันนี้เมื่อมีคำถามเรื่อง PDPA เกิดขึ้นในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น "เก็บเบอร์โทรลูกค้าแบบนี้ผิดไหม" หรือ "ต้องขอ consent ยังไงถึงจะถูกกฎหมาย" หลายคนเลือกเปิดแชทบอท AI ทั่วไปแล้วพิมพ์ถามแทนที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะเร็วกว่า ไม่มีค่าใช้จ่าย และได้คำตอบทันที
คำตอบสั้น ๆ ตรงประเด็นคือ ถามได้ แต่เชื่อทั้งหมดไม่ได้ เพราะ AI ทั่วไปมีแนวโน้มตอบผิดบริบทกฎหมายไทย เสี่ยงข้อมูลรั่วไหลจากการป้อนคำถาม และไม่รู้จักรายละเอียดที่สคส. (PDPC) เพิ่งเปลี่ยนแปลงล่าสุด ยิ่งไปกว่านั้น PDPC เองก็กำลังเดินหน้าวางกรอบ AI Governance ให้เข้มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของ 2569 ซึ่งหมายความว่าธุรกิจที่ยังพึ่งพา AI ทั่วไปเป็นแหล่งอ้างอิงหลักเรื่อง PDPA จะเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ
บทความนี้จะพาไปดูว่าความเสี่ยงที่ว่านั้นคืออะไรบ้าง PDPC กำลังคุมเข้มเรื่องอะไร และธุรกิจ SME ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนที่จะสายเกินไป
ทำไมคนไทยเริ่มถาม AI แทนผู้เชี่ยวชาญเรื่อง PDPA มากขึ้น
พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ AI แชทบอทตอบเร็ว เข้าถึงง่าย และดูเหมือนจะ "รู้ทุกเรื่อง" รวมถึงกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง โมเดล AI ทั่วไปถูกฝึกมาจากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ปะปนกันทั้งกฎหมายไทย กฎหมายต่างประเทศ และเนื้อหาที่ไม่อัปเดต ทำให้เมื่อถามเรื่องเฉพาะทางอย่าง PDPA ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยและมีการออกประกาศ กฎกระทรวง หรือแนวปฏิบัติใหม่อยู่เรื่อย ๆ คำตอบที่ได้จึงมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงกว่าที่คิด
3 ความเสี่ยงจริงเมื่อถาม AI ทั่วไปเรื่อง PDPA

1. AI "Hallucination" ตอบผิดแบบมั่นใจ
ความเสี่ยงอันดับแรกคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Hallucination หรือการที่ AI สร้างคำตอบขึ้นมาเองอย่างมั่นใจ ทั้งที่ข้อมูลนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่มีอยู่จริง ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ AI สรุปบทสนทนาหรือให้ความเห็นทางกฎหมายผิดพลาด เช่น สรุปว่า "บริษัทยอมรับผิด" ทั้งที่ข้อความต้นทางเป็นเพียงการพูดติดตลก หากนำคำตอบเหล่านี้ไปใช้อ้างอิงในการตัดสินใจจริงหรือใช้เป็นหลักฐานประกอบคดี อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ผูกมัดองค์กรโดยไม่ตั้งใจ
2. ข้อมูลรั่วไหลจากการป้อนคำถามเข้า AI
ความเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามคือการที่พนักงานพิมพ์ข้อมูลลูกค้าจริง เช่น ชื่อ เบอร์โทร หรือประวัติการซื้อ ลงในแชทบอท AI เวอร์ชันฟรีเพื่อขอให้ช่วยวิเคราะห์หรือร่างคำตอบ ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลต่อหรือส่งไปประมวลผลในต่างประเทศที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่า ซึ่งเข้าข่ายการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมและอาจเป็นการส่งข้อมูลออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หากข้อมูลที่ป้อนเข้าไปเป็นข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) ตามมาตรา 26 เช่น ข้อมูลชีวมาตร (biometric) จากกล้องวงจรปิดหรือระบบสแกนใบหน้า ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น เพราะมีโทษปรับทางปกครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท
3. ไม่ครอบคลุมบริบทกฎหมายไทยที่เพิ่งเปลี่ยนแปลง
PDPA ไทยมีการออกประกาศ กฎกระทรวง และแนวปฏิบัติเพิ่มเติมอยู่ตลอด ล่าสุดคือการเปิดตัวระบบ PDPA Certification หรือเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่ง AI ทั่วไปที่ฝึกจากข้อมูลเก่ามักไม่รู้จักหรือให้ข้อมูลที่ล้าสมัย ธุรกิจที่เชื่อคำตอบจาก AI เพียงอย่างเดียวจึงอาจพลาดโอกาสหรือทำผิดขั้นตอนโดยไม่รู้ตัว
PDPC กำลังจะคุมเข้ม AI Governance อะไรบ้างในครึ่งปีหลัง 2569

นี่คือจุดที่ธุรกิจไทยต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะ สคส. (PDPC) ไม่ได้นิ่งเฉยต่อความเสี่ยงจาก AI แต่กำลังวางแผนยกระดับการกำกับดูแลในหลายมิติพร้อมกัน
เปิดตัวเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (PDPA Certification / Trust Mark): เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ 2 ฉบับ ได้แก่ "หลักเกณฑ์การออกใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" และ "วิธีการและเงื่อนไขการรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันที ถือเป็นการเปิดฉากระบบ PDPA Certification อย่างเป็นทางการ โดยองค์กรที่ต้องการขอรับรองต้องผ่านการประเมินความพร้อมตามเกณฑ์ Privacy Maturity Model (PMM) ถึงระดับ 5 และต้องไม่เคยถูกลงโทษตาม PDPA มาก่อนเป็นเวลา 2 ปี
วางกรอบ AI Governance ควบคู่แผนสิทธิมนุษยชนดิจิทัล: PDPC ประกาศแผนปฏิบัติการปี 2569 ที่มุ่งเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนดิจิทัล พร้อมยกระดับการรับมือความท้าทายจาก AI และภัยไซเบอร์ โดยตั้งเป้าให้ "ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์" และผลักดันเครื่องมือมาตรฐานระดับชาติเพื่อช่วยให้ SME ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนเกินไป ซึ่งครอบคลุมถึงแนวทางการใช้ AI ในการดำเนินงานขององค์กรด้วย
บทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมายจริง: PDPC ไม่ได้เตือนเฉยๆ แต่ลงโทษจริงมาแล้วหลายเคส หนึ่งในนั้นคือกรณีบริษัทจำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่ถูกปรับสูงถึง 7 ล้านบาท จากการไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และไม่แจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลภายในระยะเวลาที่กำหนด และภายในปีเดียวมีการออกคำสั่งปรับรวมแล้วหลายเคสมูลค่ารวมกว่า 21 ล้านบาท สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายจริงจังขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่มาตรการบนกระดาษ
เมื่อรวมสามทิศทางนี้เข้าด้วยกัน สัญญาณชัดเจนคือ PDPC กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ออกกฎ" ไปสู่ "ผู้กำกับดูแลเชิงรุก" ที่ทั้งให้รางวัลองค์กรที่ทำถูกต้อง (ผ่านเครื่องหมายรับรอง) และลงโทษองค์กรที่ประมาท ธุรกิจที่ใช้ AI ในการดำเนินงานหรือตอบคำถามลูกค้าจึงต้องเริ่มมองเรื่อง AI Governance เป็นส่วนหนึ่งของ PDPA Compliance ตั้งแต่วันนี้
ธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไรก่อน AI Governance คุมเข้ม

สำหรับ SME หรือองค์กร ที่ยังไม่มีทีมกฎหมายหรือ DPO เต็มเวลา ไม่จำเป็นต้องเริ่มทุกอย่างพร้อมกัน แต่ควรเริ่มจาก 3 จุดนี้ก่อน
- ทบทวนว่าองค์กรใช้ AI ตรงไหนบ้าง ตั้งแต่แชทบอทตอบลูกค้า เครื่องมือช่วยจดบันทึกประชุม ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แล้ววางกฎง่าย ๆ ว่าข้อมูลประเภทไหนห้ามป้อนเข้า AI เวอร์ชันฟรีเด็ดขาด
- ตั้งกฎการใช้ AI ภายในองค์กร (AI Usage Policy) ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการปกปิดข้อมูลลูกค้า (anonymize) ก่อนใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ และการตรวจทานคำตอบจาก AI ก่อนนำไปใช้จริงเสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหรือการตัดสินใจสำคัญ
- อัปเดตความรู้ PDPA จากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะพึ่งพา AI ทั่วไปเพียงอย่างเดียว ควรติดตามประกาศจาก PDPC โดยตรง หรือใช้แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ PDPA Compliance ของไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ใช้อ้างอิงทันสมัยและตรงกับบริบทกฎหมายไทยจริง
คำถามที่พบบ่อย
ถาม AI ทั่วไปเรื่อง PDPA ผิดกฎหมายไหม?
การถามคำถามทั่วไปไม่ผิดกฎหมายในตัวเอง แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อนำข้อมูลส่วนบุคคลจริงของลูกค้าไปป้อนเข้า AI หรือนำคำตอบที่ไม่ถูกต้องไปใช้ตัดสินใจโดยไม่ตรวจสอบซ้ำ
AI Governance ต่างจาก PDPA อย่างไร?
PDPA คือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ส่วน AI Governance คือกรอบการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความโปร่งใส และความถูกต้องของผลลัพธ์ AI ปัจจุบัน PDPC กำลังผนวกสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันมากขึ้น เพราะ AI ส่วนใหญ่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
PDPA Certification คืออะไร และ SME ต้องขอไหม?
เป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ PDPC เพิ่งเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2569 ยังไม่ใช่ข้อบังคับ แต่เป็นทางเลือกสำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและคู่ค้า SME ที่ยังไม่พร้อมสามารถเริ่มจากการทำ PDPA พื้นฐานให้ครบก่อน แล้วค่อยพิจารณาขอรับรองในภายหลัง
สรุป: อย่าให้ AI เป็นที่ปรึกษา PDPA เพียงแหล่งเดียว
AI ทั่วไปเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการค้นข้อมูลเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ควรเป็นแหล่งอ้างอิงเดียวสำหรับเรื่องที่มีผลทางกฎหมายอย่าง PDPA โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ PDPC กำลังเดินหน้าคุมเข้ม AI Governance และบังคับใช้กฎหมายจริงจังขึ้นทุกปี ธุรกิจที่เริ่มวางระบบ ตั้งกฎการใช้ AI ภายในองค์กร และอัปเดตความรู้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ตั้งแต่วันนี้ จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเมื่อมาตรการคุมเข้มมาถึงจริงในครึ่งปีหลังของ 2569
หากต้องการเรียนรู้พื้นฐาน PDPA ที่ถูกต้องและทันสมัย พร้อมเครื่องมือช่วยจัดการ Consent, Cookie และเอกสาร PDPA แบบครบวงจร t-reg พร้อมเป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้สำหรับธุรกิจไทยทุกขนาด
อ้างอิงข้อมูล: ประกาศราชกิจจานุเบกษาว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (18 มิ.ย. 2569), แผนปฏิบัติการ PDPC ปี 2569 ด้านสิทธิมนุษยชนดิจิทัลและ AI Governance, และกรณีศึกษาการบังคับใช้ PDPA ของ PDPC
ติดต่อผู้เชี่ยวชาญจาก t-reg วันนี้ เพื่อสร้างอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น
โทร 02-096-3585
รับชมบริการของเราได้ที่ t-reg.co




