ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในธุรกิจต่าง ๆ การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตาม กฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อ AI ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA สำหรับธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี AI จึงต้องมีแนวทางใหม่ที่สอดคล้องกับความซับซ้อนของระบบ AI และความต้องการในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน
กฎหมาย PDPA คืออะไร และทำไมธุรกิจที่ใช้ AI ต้องให้ความสำคัญ?
กฎหมาย PDPA เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำหนดให้ธุรกิจต้องรับผิดชอบในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของบุคคล
สำหรับธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งมักต้องพึ่งพาข้อมูลจำนวนมากเพื่อฝึกสอนโมเดล AI การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไม่ปฏิบัติตาม อาจเสี่ยงต่อการถูกปรับหรือเสียชื่อเสียงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
กฎหมาย PDPA ของไทยที่ควรรู้สำหรับธุรกิจ AI
เพื่อให้ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี AI สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องเข้าใจข้อกำหนดสำคัญของกฎหมาย PDPA ของไทย ดังนี้:

- การขอความยินยอม (Consent): ธุรกิจต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยความยินยอมต้องได้รับอย่างชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร หรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถบันทึกได้
- สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล: เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ในการเข้าถึง แก้ไข ลบ หรือถอนความยินยอมในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้ตลอดเวลา
- การเก็บรวบรวมข้อมูล: การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และเก็บรวบรวมเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น
- การป้องกันข้อมูล: ธุรกิจต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมเพื่อป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การโอนย้ายข้อมูล: การโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล และประเทศปลายทางต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ
ความท้าทายในการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA สำหรับธุรกิจที่ใช้ AI

ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี AI เผชิญกับความท้าทายหลายประการในการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA เช่น:
- การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก: AI ต้องการข้อมูลจำนวนมากเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องได้รับการปกป้อง
- การประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ: AI มักประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจทำให้การควบคุมและการตรวจสอบข้อมูลทำได้ยาก
- การระบุแหล่งที่มาของข้อมูล: การใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งอาจทำให้การระบุที่มาของข้อมูลส่วนบุคคลทำได้ไม่ชัดเจน
- การขอความยินยอม: การขอความยินยอมจากผู้ใช้งานอาจทำได้ยากหากข้อมูลถูกใช้เพื่อฝึกสอน AI ในลักษณะที่ไม่สามารถระบุวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน
แนวทางใหม่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA สำหรับธุรกิจที่ใช้ AI

เพื่อให้ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี AI สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ที่สอดคล้องกับความซับซ้อนของระบบ AI ดังนี้:
- การใช้เทคโนโลยี Privacy-Enhancing Technologies (PETs): เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว (PETs) เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) และการทำข้อมูลให้ไม่ระบุตัวตน (Anonymization) ช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลเพื่อฝึกสอน AI ได้โดยไม่ละเมิดกฎหมาย PDPA
- การออกแบบระบบ AI ด้วย Privacy by Design: การออกแบบระบบ AI โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวตั้งแต่เริ่มต้น (Privacy by Design) ช่วยให้ระบบสามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยอัตโนมัติ เช่น การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและการลบข้อมูลที่ไม่จำเป็น
- การขอความยินยอมอย่างโปร่งใส: การขอความยินยอมจากผู้ใช้งานควรทำอย่างโปร่งใสและเข้าใจง่าย โดยอธิบายให้ชัดเจนว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกใช้เพื่อฝึกสอน AI อย่างไร และมีมาตรการปกป้องข้อมูลอย่างไร
- การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ: ธุรกิจควรมีการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ข้อมูลสอดคล้องกับกฎหมาย PDPA
- การฝึกอบรมพนักงาน: การฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจกฎหมาย PDPA และวิธีการปฏิบัติตามกฎหมายในการใช้เทคโนโลยี AI ช่วยลดความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ประโยชน์ของการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA สำหรับธุรกิจที่ใช้ AI

การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจหลีกเลี่ยงการถูกปรับหรือฟ้องร้อง แต่ยังสร้างประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น:
- สร้างความน่าเชื่อถือ: การจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใสช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและคู่ค้า
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: การจัดระเบียบข้อมูลอย่างเป็นระบบช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า: การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลช่วยรักษาความสัมพันธ์และสร้างความภักดี
- ได้เปรียบในการแข่งขัน: การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อย่างมีประสิทธิภาพช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ในขณะเดียวกันหากธุรกิจที่ใช้ AI ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ก็อาจได้รับผลกระทบทางลบต่าง ๆเช่นกรณีตัวอย่างของ Clearview AI ที่ถูก GPDP ของอิตาลีสั่งปรับเป็นจำนวนเงิน 20 ล้านยูโร ในปี 2565 เนื่องจากใช้ข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตมาสอน AI
ข้อควรพิจารณาเมื่อเลือกใช้เทคโนโลยี AI ภายใต้กฎหมาย PDPA

การเลือกใช้เทคโนโลยี AI ภายใต้กฎหมาย PDPA ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
- ความสอดคล้องกับกฎหมาย: เทคโนโลยี AI ควรสามารถปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างครบถ้วน
- ความปลอดภัยของข้อมูล: เทคโนโลยี AI ควรมีมาตรการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่แข็งแกร่ง
- ความยืดหยุ่น: เทคโนโลยี AI ควรสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของธุรกิจ
- การสนับสนุน: ผู้ให้บริการควรให้คำปรึกษาและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
สรุป
การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA สำหรับธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องยากหากมีการวางแผนและใช้เครื่องมือที่เหมาะสม การใช้แนวทางใหม่ เช่น การใช้เทคโนโลยี Privacy-Enhancing Technologies (PETs) และการออกแบบระบบ AI ด้วย Privacy by Design ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของ AI
ธุรกิจที่สามารถปรับตัวและปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้เปรียบในการแข่งขันในยุคที่ข้อมูลคือพลังสำคัญ และการปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกค้าคือหัวใจของความสำเร็จ
t-reg PDPA Platform ครบจบเรื่อง PDPA
t-reg Platform by Ragnar Corporation จะสามารถทำให้องค์กรของท่านผ่าน PDPA ได้อย่างครบวงจรในที่เดียว ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย และทีมโปรแกรมเมอร์ที่มากด้วยประสบการณ์ จะทำให้การปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ขององค์การของท่านเป็นเรื่องง่ายสะดวกสบาย และสามารถทำสำเร็จได้ภายใน 1 เดือน
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน หรือสนใจใช้บริการของ t-reg
โทร 089-698-2591
รับชมบริการของเราได้ที่ t-reg.co





