t-reg PDPA Platform

ภาพอินโฟกราฟิกอธิบาย PDPA คืออะไร พร้อมข้อความ "รู้สิทธิก่อนข้อมูลส่วนตัวถูกละเมิด" และภาพสัญลักษณ์ความยุติธรรม

PDPA คือกฎหมายอะไร PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง? เข้าใจสิทธิของคุณก่อนถูกละเมิด

เนื้อหาในบทความ

ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญ การปกป้องข้อมูลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของกฎหมายและสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน กฎหมายที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้คือ PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งหลายคนอาจยังสงสัยว่า PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง ? และเราในฐานะเจ้าของข้อมูลจะได้ประโยชน์อะไรจากกฎหมายนี้

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ PDPA แบบชัดเจน ครบทุกมุม พร้อมแนะแนวทางให้องค์กรปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง

PDPA คืออะไร?

PDPA ย่อมาจาก Personal Data Protection Act หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กฎหมายนี้ใช้กับทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่มีการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เว็บไซต์ขายของออนไลน์ หรือองค์กรขนาดใหญ่

วัตถุประสงค์ของ PDPA เพื่ออะไร?

PDPA มีเป้าหมายหลักเพื่อคุ้มครอง “สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล” โดยมุ่งเน้นให้เจ้าของข้อมูลมีอำนาจควบคุมข้อมูลของตนเองมากขึ้น และให้องค์กรต่างๆ ดำเนินการอย่างโปร่งใส ซึ่งประกอบด้วยวัตถุประสงค์สำคัญ ดังนี้:

  • ป้องกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคล
  • สร้างมาตรฐานในการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างปลอดภัย
  • ทำให้ประชาชนมีสิทธิในการเข้าถึง ลบ แก้ไข หรือถอนความยินยอมในการใช้ข้อมูลของตนเอง
  • ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินกิจกรรมโดยเคารพสิทธิของผู้บริโภค

นอกจากนี้ PDPA ยังช่วยลดความเสี่ยงของการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสแปม โกงเงิน ขายข้อมูลต่อ หรือสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็ก หรือบุคคลที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง

ด้วยเหตุนี้ PDPA จึงเป็นมากกว่ากฎหมายทั่วไป แต่เป็น “เครื่องมือ” สำคัญในการยกระดับสิทธิพลเมืองในโลกดิจิทัล และส่งเสริมให้สังคมออนไลน์เติบโตอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง? เข้าใจสิทธิคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ภาพอธิบายหัวข้อ PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง พร้อมไอคอนแม่กุญแจ และภาพกราฟิกแสดงความปลอดภัยของข้อมูลบนโลกดิจิทัล

PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง สรุปแบบง่ายๆ คือข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร อีเมล ข้อมูลส่วนตัวในเอกสารรวมไปถึงข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตต่างๆ

นอกจากนี้ ยังให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมกับ ข้อมูลอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ข้อมูลที่คุ้มครองไม่เพียงเป็นลายอักษร ข้อมูลอื่นๆ จากการพูด การกระทำก็ให้ความคุ้มครองด้วยเช่นกัน โดยกำหนดให้การใช้ข้อมูลประเภทนี้ต้องได้รับ “ความยินยอมโดยชัดแจ้ง” จากเจ้าของข้อมูลก่อนเสมอ

ตัวอย่าง PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง ได้แก่:

  • ชื่อ-นามสกุล
  • หมายเลขบัตรประชาชน
  • ที่อยู่
  • เบอร์โทรศัพท์
  • อีเมล
  • รูปภาพ
  • หมายเลข IP
  • ตำแหน่งพิกัด (Location data)

PDPA คุ้มครองอะไรบ้าง ในข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) เช่น:

  • เชื้อชาติ
  • ศาสนา
  • ความคิดเห็นทางการเมือง
  • ข้อมูลสุขภาพ
  • พฤติกรรมทางเพศ
  • ข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า ม่านตา
  • น้ำเสียง
  • ลักษณะท่าทางที่สื่อว่าเป็นใคร

ข้อมูลประเภทนี้ต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้งและรัดกุมก่อนที่จะมีการเก็บหรือใช้

ภายใต้ PDPA เจ้าของข้อมูลมีสิทธิสำคัญหลายประการ เช่น:

  • สิทธิรับรู้และเข้าถึงข้อมูลของตน
  • สิทธิขอแก้ไขหากข้อมูลไม่ถูกต้อง
  • สิทธิขอลบหรือระงับการใช้ข้อมูลเมื่อไม่จำเป็น
  • สิทธิคัดค้านการใช้ข้อมูลในบางกรณี เช่น เพื่อการตลาด
  • สิทธิในการถอนความยินยอมที่เคยให้ไว้

แล้วองค์กรต้องปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้องตาม PDPA?

ภาพทีมงานสวมชุดสูทประชุมร่วมกันในห้องประชุม พร้อมแล็ปท็อปและเอกสาร แสดงการทำงานอย่างมืออาชีพ

องค์กรที่มีการจัดเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ PDPA ในหลายด้าน ตั้งแต่การจัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัว การแจ้งวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูล การขอความยินยอมอย่างโปร่งใส ไปจนถึงการจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัย

ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่เก็บจะนำไปใช้อย่างไร ใช้กับใคร ใช้นานแค่ไหน และเจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิใดได้บ้าง ความยินยอมต้องมาจากการตัดสินใจของเจ้าของข้อมูลโดยอิสระ และสามารถถอนเมื่อใดก็ได้

องค์กรควรมีมาตรการป้องกันข้อมูลรั่วไหล เช่น การเข้ารหัส การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง และควรมีแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์ละเมิดข้อมูล โดยต้องแจ้งหน่วยงานกำกับภายใน 72 ชั่วโมง และแจ้งเจ้าของข้อมูลหากข้อมูลนั้นมีความเสี่ยงต่อสิทธิของเขา

หากองค์กรมีการใช้ข้อมูลในวงกว้างหรือจัดการข้อมูลอ่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และจัดฝึกอบรมให้พนักงานเข้าใจ PDPA เพื่อปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง

บทสรุปสิ่งที่องค์กรที่ต้องการปฏิบัติตาม PDPA อย่างถูกต้อง

นอกจากการดำเนินการภายในแล้ว องค์กรควรส่งเสริมความเข้าใจและตระหนักรู้เรื่อง PDPA แก่พนักงานในทุกระดับ โดยการจัดฝึกอบรมหรือเวิร์กช็อป เพื่อให้ทุกคนสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ลดโอกาสในการเกิดข้อผิดพลาดหรือการละเมิดโดยไม่รู้ตัว

กล่าวโดย ต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงระบบ กฎหมาย และการบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายหลักคือ การเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และสร้างความไว้วางใจระหว่างองค์กรกับผู้ใช้บริการในระยะยาว

บทสรุป

PDPA คือกฎหมายที่เข้ามาสร้าง “มาตรฐานใหม่” ในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทย โดยไม่เพียงแต่คุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล แต่ยังผลักดันให้องค์กรทุกระดับดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ

  • ในฐานะเจ้าของข้อมูล เราควรรู้สิทธิของตนเอง และไม่ยอมให้ใครใช้ข้อมูลของเราโดยไม่รู้หรือไม่ได้ยินยอม
  • ในฐานะองค์กรหรือผู้ให้บริการ ต้องมีระบบที่ชัดเจน โปร่งใส และปลอดภัยในการจัดการข้อมูล เพื่อไม่ให้ละเมิดกฎหมาย และรักษาความเชื่อมั่นจากลูกค้า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาพตัวอักษร FAQ พร้อมเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่บนพื้นหลังสีน้ำเงิน สื่อถึงคำถามที่พบบ่อยหรือข้อมูลช่วยเหลือ

Q1: PDPA ใช้กับใครบ้าง?

A:  PDPA ใช้กับทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน และบุคคลที่มีการเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อกิจกรรมทางธุรกิจ แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็ตาม

Q2 ต้องขอความยินยอมทุกครั้งในการเก็บข้อมูลหรือไม่?

A: ไม่จำเป็นเสมอไป หากมีฐานทางกฎหมาย เช่น เพื่อให้บริการตามสัญญา หรือหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีฐานดังกล่าว ต้องขอความยินยอมก่อนใช้ข้อมูล

Q3 : หากองค์กรฝ่าฝืน PDPA จะเกิดอะไรขึ้น?

A: มีทั้งโทษทางแพ่ง (เช่น ชดใช้ค่าเสียหาย), โทษทางอาญา (จำคุก/ปรับ) และโทษทางปกครอง ซึ่งอาจมีค่าปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท

Q4: เจ้าของข้อมูลสามารถทำอะไรได้บ้าง?

A: สามารถขอเข้าถึงข้อมูล ขอแก้ไข ลบ คัดค้านการใช้ หรือถอนความยินยอมได้ตลอดเวลา รวมถึงสามารถร้องเรียนเมื่อถูกละเมิดสิทธิ

Q5 : หากข้อมูลรั่วไหล องค์กรต้องทำอย่างไร?

A: ต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมง และแจ้งเจ้าของข้อมูลหากมีผลกระทบต่อสิทธิของเขา

 

โทร 02-096-3585

รับชมบริการของเราได้ที่ t-reg.co

FREE EVENT
ร่วมรับฟังแนวทางการรับมือเมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับองค์กรของท่านในการรับมือกับเหตุละเมิดที่อาจเกิดขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญผู้มีประสบการณ์ให้คำปรึกษาด้านกระบวนการ PDPA สำเร็จแล้วกว่า 60 องค์กร และได้รับ Certificate จากสถาบันดิจิทัล (DCT) และมาตรฐานสากล ICDL หลักสูตร Personal Data Protection
RELATED POST
t-reg knowledge

PDPA Platform เลือกอย่างไรให้ตอบโจทย์ทั้งกฎหมายและความเชื่อมั่นองค์กร

เมื่อกฎหมายความเป็นส่วนตัวกลายเป็นมาตรฐานใหม่ขององค์กร ในยุคที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่าง PDPA ของไทย และ GDPR ของยุโรป ได้กลายเป็นมาตรฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

อ่านต่อ »
ภาพสรุปเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในไทย เดือนเมษายน 2568 บริษัทไปรษณีย์ไทย บางจาก และโฮมโปร ถูกโจมตีข้อมูล
PDPA News

สรุปเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในประเทศไทย เดือนเมษายน 2568: ไปรษณีย์ไทย บางจาก โฮมโปร โดนโจมตี

เดือนเมษายน 2568 ถือเป็นเดือนที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตด้าน ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล หลายกรณี จากองค์กรขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น ไปรษณีย์ไทย,

อ่านต่อ »
ภาพสรุปกฎหมาย PDPA พร้อมข้อมูลโทษและค่าปรับกรณีละเมิด พื้นหลังเป็นโต๊ะประชุมและหนังสือกฎหมาย
t-reg knowledge

สรุปกฏหมาย PDPA โทษและค่าปรับมีอะไรบ้าง หากมีการทำผิด

PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 คือกฎหมายที่ออกมาเพื่อควบคุมการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย

อ่านต่อ »
5 ตัวอย่างคดีละเมิด PDPA กับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย t-reg แพลตฟอร์มกำกับดูแลข้อมูลในไทย
t-reg knowledge

5 ตัวอย่างคดี PDPA ที่มีการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เมื่อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย หลายองค์กรก็เริ่มตื่นตัวมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีหลายกรณีที่ละเมิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเกิดจากความประมาทของบุคลากรในองค์กร

อ่านต่อ »

ส่งต่อบทความดีๆ ได้ที่นี่