ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลถูกใช้แทบทุกการเคลื่อนไหวบนโลกดิจิทัล การกรอกแบบฟอร์ม การสั่งซื้อของออนไลน์ การสมัครใช้งานแอปพลิเคชัน หรือแม้แต่การคลิกเว็บไซต์ล้วนแล้วแต่ทิ้งร่องรอยข้อมูลไว้มากมาย คำถามคือ ข้อมูลเหล่านั้นถูกเก็บไว้ที่ไหน? ใครเข้าถึงได้? และเราควบคุมมันได้หรือไม่?
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ กฎหมาย PDPA เกิดขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญที่ทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ความเป็นส่วนตัวกลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA แบบง่ายที่สุด โดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านกฎหมายมาก่อน เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากรู้ว่า “กฎหมาย PDPA คืออะไร ใช้กับใคร และมีผลอย่างไรกับชีวิตประจำวันของเรา”
กฎหมาย PDPA คืออะไร
กฎหมาย PDPA หรือชื่อเต็มว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562” คือกฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ไม่ให้ถูกเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ หรือไม่ได้ยินยอม
ข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายนี้คุ้มครอง ได้แก่ ข้อมูลใดก็ตามที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เช่น ชื่อ นามสกุล เบอร์โทร อีเมล หน้า เสียง ภาพกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้เผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ หรือสื่อใดๆที่ทำให้บุคคลอื่นสามารถระบุได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือใคร ก็ถือว่าผิดกฎหมาย PDPA เช่นกัน
จุดประสงค์ของกฎหมาย PDPA
จุดมุ่งหมายของ กฎหมาย PDPA ไม่ใช่เพื่อควบคุมหรือจำกัดการใช้ข้อมูลแบบสิ้นเชิง แต่เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส มีมาตรฐาน และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล
เป้าหมายหลักของกฎหมาย ได้แก่
- ป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัว
- สร้างความปลอดภัยในการใช้ข้อมูล
- ให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ควบคุมข้อมูลของตัวเอง
- สร้างความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์
- ยกระดับความเป็นมืออาชีพขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูล
กฎหมาย PDPA เกี่ยวข้องกับใครบ้าง
กฎหมายนี้มีผลกระทบกับทั้งประชาชนทั่วไปและหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน โดยแบ่งบทบาทของผู้เกี่ยวข้องหลักออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject)
คือผู้ที่ข้อมูลนั้นระบุตัวบุคคลได้ เช่น ลูกค้า พนักงาน หรือผู้ใช้งานทั่วไป
2. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller)
คือองค์กรหรือบุคคลที่ตัดสินใจว่าเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอย่างไร
3. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor)
คือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมให้ดำเนินการกับข้อมูลตามคำสั่ง เช่น บริษัทพัฒนาระบบ หรือผู้ดูแลฐานข้อมูล หรือ บุคคลที่ 3 ที่เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลต่างๆ
ต้องยินยอมตอนไหน? แล้วไม่ยินยอมได้ไหม?
หนึ่งในหลักการสำคัญของกฎหมาย PDPA คือ “การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน” เว้นแต่จะมีเหตุผลทางกฎหมายที่สามารถอ้างได้
การให้ความยินยอมจะต้องเกิดจากการรู้เท่าทันของเจ้าของข้อมูล ไม่ใช่การบังคับหรือทำให้สับสน เช่น ต้องมีการแสดงข้อความชัดเจนว่าเก็บข้อมูลเพื่ออะไร ใช้ทำอะไร และใครมีสิทธิเข้าถึง พร้อมให้ตัวเลือกในการตกลงหรือปฏิเสธ
ตัวอย่างที่พบบ่อยสำหรับขอข้อมูล PDPA
เว็บไซต์ที่เก็บข้อมูลสมัครสมาชิกต้องแสดงให้เห็นว่าเก็บข้อมูลเพื่ออะไร เช่น ส่งข่าวสาร หรือการตลาด และต้องมีช่องให้ผู้ใช้เลือกตกลงหรือไม่ตกลงได้ชัดเจน
หากผู้ใช้ “ไม่ยินยอม” ก็ไม่ควรถูกบังคับให้กรอกข้อมูล หรือปฏิเสธการให้บริการ เว้นแต่การให้ข้อมูลนั้นจำเป็นต่อการให้บริการ เช่น การจัดส่งสินค้าที่ต้องใช้ชื่อและที่อยู่ และอีกกรณีที่เราเห็นพบกันบ่อยคือ สามารถให้เจ้าของข้อมูลเลือกได้ว่าจะให้ข้อมูลส่วนไหนบ้าง ไม่ให้ทั้งหมด
สิทธิของเจ้าของข้อมูลตามกฎหมาย PDPA
ในฐานะเจ้าของข้อมูล เรามีสิทธิที่ชัดเจนและสามารถใช้สิทธิเหล่านี้ได้หากรู้สึกว่าองค์กรหรือหน่วยงานใดกำลังละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเรา

ใครบ้างที่ได้ประโยชน์จากกฎหมาย PDPA
การมี “กฎหมาย PDPA” ส่งผลดีต่อทุกฝ่ายในระบบแหล่งรวมข้อมูล และ สื่อออนไลน์
สำหรับประชาชนทั่วไป
ได้สิทธิในการปกป้องข้อมูลของตนเอง ลดความเสี่ยงจากการถูกล่วงละเมิด เช่น การขายข้อมูล เบอร์โทร หรืออีเมล
สำหรับภาคธุรกิจ
การทำตามกฎหมาย PDPA จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้า และป้องกันปัญหาด้านกฎหมาย ลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง
สำหรับสังคม
ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการเคารพสิทธิผู้อื่นในโลกออนไลน์ ลดการล่วงละเมิดโดยไม่รู้ตัว
แล้วกฎหมาย PDPA เกี่ยวอะไรกับสื่อบนโซเชียลมีเดีย?
แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน แต่เมื่อมีการนำ “ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น” มาเผยแพร่ เช่น รูปภาพ ข้อความ หรือข้อมูลติดต่อ โดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ก็อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย PDPA ได้
เช่น การโพสต์ภาพเพื่อนโดยไม่ขออนุญาต การแชร์ข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เช่น แคปหน้าจอแชท แล้วโพสต์ลงในกลุ่มสาธารณะโดยไม่ปิดชื่อ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับผลกระทบทั้งทางสังคมและกฎหมาย
ในขณะเดียวกัน หากคุณเป็นผู้ถูกละเมิด ก็สามารถใช้สิทธิตาม PDPA ขอให้ลบข้อมูล ร้องเรียน หรือดำเนินการตามสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองได้
บทลงโทษหากละเมิดกฎหมาย PDPA
เพื่อให้กฎหมายมีน้ำหนักในการบังคับใช้ PDPA กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจน ดังนี้

ดังนั้น ไม่ว่าองค์กรจะเล็กหรือใหญ่ ก็ไม่ควรละเลยข้อบังคับนี้ เพราะผลกระทบอาจร้ายแรงทั้งด้านชื่อเสียงและการเงิน
สรุป
กฎหมาย PDPA คือกฎหมายที่ทุกคนควรรู้ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลคือทรัพย์สินสำคัญ การเข้าใจสิทธิของตนเอง และปฏิบัติตามกฎหมายนี้อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ แต่ยังปกป้องตัวเราเองจากการถูกใช้ข้อมูลในทางที่ไม่เหมาะสม
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ หรือผู้พัฒนาเว็บไซต์ การรู้จักและเคารพกฎหมาย PDPA คือรากฐานของความปลอดภัย และ ความโปร่งใส
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน หรือสนใจใช้บริการของ t-reg
โทร 089-698-2591
รับชมบริการของเราได้ที่ t-reg.co




