เดือนเมษายน 2568 ถือเป็นเดือนที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตด้าน ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล หลายกรณี จากองค์กรขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น ไปรษณีย์ไทย, บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ โฮมโปร โดยแต่ละเหตุการณ์มีผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านราย และสร้างแรงกระเพื่อมด้านความมั่นคงของข้อมูลทั่วประเทศ
ไปรษณีย์ไทย (ต้นเดือนเมษายน 2568)

ช่วงต้นเดือนเมษายน 2568 มีการเปิดเผยว่า ข้อมูลผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทย กว่า 19 ล้านรายการ ซึ่งคาดว่าเป็นข้อมูลจากระบบ CRM ถูกนำไปเผยแพร่บน Dark Web โดยข้อมูลที่หลุดออกไปประกอบด้วย:
- ชื่อ-นามสกุล
- ที่อยู่
- หมายเลขโทรศัพท์
- อีเมล
อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ที่รั่วไหลในครั้งนี้
มาตรการที่ดำเนินการ:
- ปิดช่องทางเข้าถึงข้อมูลทันที
- ยกระดับระบบความปลอดภัย
- ประสานงานกับหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ
เดือนเมษายน 2568 มีเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลจากองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยหลายแห่ง โดยแต่ละกรณีมีรายละเอียดดังนี้
บางจาก คอร์ปอเรชั่น (กลางเดือนเมษายน 2568)

ช่วงกลางเดือนเมษายน 2568 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น ตรวจพบการเข้าถึง ข้อมูลลูกค้า ในระบบรับฟังความคิดเห็นโดยมิชอบ รวมกว่า 6.5 ล้านรายการ
ข้อมูลที่รั่วไหล ได้แก่:
- ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล (ไม่มีข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลทางการเงิน)
มาตรการเร่งด่วน:
- ส่ง SMS แจ้งเตือนลูกค้า
- เตือนให้ระวังการกดลิงก์แปลกปลอม หรือส่ง OTP ให้บุคคลอื่น
- เพิ่มความเข้มงวดในการปกป้องระบบไอที
บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.):
- เข้าตรวจสอบและกำกับให้รายงานผลกระทบ
- บังคับให้ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด
โฮมโปร (กลางเดือนเมษายน 2568)

โฮมโปรเผชิญกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในช่วงเวลาใกล้เคียงกับบางจาก โดยตรวจพบเหตุการณ์เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าออนไลน์โดยมิชอบ มีข้อมูลรั่วไหลประมาณ 17 ล้านรายการ
ข้อมูลที่รั่วไหล:
- ข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐาน (ไม่มีข้อมูลธุรกรรมทางการเงินหรือข้อมูลอ่อนไหว)
มาตรการจากโฮมโปร:
- ปิดกั้นการเข้าถึงโดยมิชอบทันที
- แจ้งเตือนลูกค้าให้เฝ้าระวัง
- ยกระดับความปลอดภัยของระบบทั้งหมด
ทั้งนี้ สคส. ได้เข้าดำเนินการตรวจสอบและสั่งให้โฮมโปรรายงานและปฏิบัติตามแนวทางกฎหมาย PDPA ภายใน 72 ชั่วโมง
ความสำคัญของกฎหมาย PDPA: ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่คือกลไกสร้างความเชื่อมั่น
เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลทั้ง 3 กรณีในเดือนเมษายน 2568 สะท้อนชัดเจนถึง ความสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งบังคับใช้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อ:
- คุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล ไม่ให้ถูกนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม
- กำหนดมาตรฐานการจัดเก็บ ใช้งาน และเปิดเผยข้อมูล สำหรับองค์กร
- สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และนักลงทุน ว่าข้อมูลจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ในกรณีของไปรษณีย์ไทย บางจาก และโฮมโปร กฎหมาย PDPA ทำหน้าที่เป็น “แนวทางการจัดการภาวะวิกฤต” ที่ชัดเจน:
- องค์กรต้อง แจ้งเหตุ ต่อเจ้าของข้อมูลและ สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง
- ต้องมีการ ประเมินความเสี่ยง และแจ้งแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
- หากไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องเผชิญ บทลงโทษทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง
ด้วยเหตุนี้ PDPA จึงไม่ใช่แค่กฎหมายบนกระดาษ แต่เป็นกลไกหลักในการเสริมสร้าง “ความปลอดภัย + ความโปร่งใส” สำหรับทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล
สคส. ขยับเชิงรุก ประกาศใช้กฎหมายใหม่ และเร่งตรวจสอบ

ในเดือนเมษายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญ ได้แก่:
✅ ใช้ “พ.ร.ก.ไซเบอร์” ฉบับใหม่
- มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 13 เม.ย. 2568
- เพิ่มบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท สำหรับผู้ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
✅ ขยายขีดความสามารถของ “PDPC Eagle Eye”
- ศูนย์เฝ้าระวังข้อมูลส่วนบุคคล ทำงาน 24 ชั่วโมง
- แจ้งเตือนเหตุรั่วไหลอย่างทันท่วงที
✅ ประกาศ “แผนแม่บทการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2567–2570”
- ตั้งเป้าให้ทุกองค์กรปฏิบัติตาม PDPA ครบ 100%
- ส่งเสริมระบบคุ้มครองข้อมูลในทุกภาคส่วน
🧭 สรุป: บทเรียนจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลเดือนเมษายน 2568
- เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลจาก ไปรษณีย์ไทย, บางจาก, และ โฮมโปร เป็นเครื่องเตือนใจว่า ทุกองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนตกเป็นเป้าหมายของภัยคุกคามไซเบอร์ได้เสมอ
- การแจ้งเตือนลูกค้าอย่างรวดเร็ว และการแสดงความโปร่งใสต่อสาธารณชน ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ควรยึดไว้เพื่อรักษาความเชื่อมั่น
- กฎหมาย PDPA ไม่เพียงแต่เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย แต่ยังเป็นกรอบที่ช่วยให้องค์กรสร้างวัฒนธรรม “เคารพในข้อมูล” (Data Respect) ซึ่งจะกลายเป็นจุดแข็งสำคัญในการแข่งขันระยะยาว
- หากองค์กรไม่มีระบบที่พร้อมตั้งแต่วันนี้ ความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลอาจหมายถึง ความเสียหายทั้งด้านชื่อเสียง กฎหมาย และต้นทุนในการกู้คืนความเชื่อมั่น
ถึงเวลา “ไม่รอให้เกิดเหตุ”: เสริมเกราะ PDPA ให้ธุรกิจของคุณวันนี้
คุณพร้อมหรือยัง? หากคำตอบคือ “ยังไม่แน่ใจ” — นั่นแปลว่าคุณควรเริ่มดำเนินการทันที
📌 เริ่มต้นตรวจสอบความพร้อมด้าน PDPA ขององค์กรคุณได้แล้ววันนี้!
- 📋 ทำ Gap Analysis
- 🛡️ ตรวจสอบความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล
- 📚 จัดอบรมพนักงานให้เข้าใจสิทธิและหน้าที่ภายใต้ PDPA
- 🧰 ใช้เครื่องมือจัดการคำขอจากเจ้าของข้อมูลอย่างเป็นระบบ
อย่ารอให้เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งต่อไปเกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณ
เพราะ “การป้องกัน” คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในยุคที่ข้อมูลเป็นทรัพย์สิน
สนใจบริการหรือสอบถามเพิ่มเติม
โทร 089-698-2591
รับชมบริการอื่นของเราได้ที่ t-reg.co





