ในปี 2025 การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญระดับนโยบายของทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน หลังจากที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ผู้คนในสังคมก็เริ่มตระหนักถึง “สิทธิในข้อมูลของตนเอง” มากขึ้นอย่างชัดเจน PDPA คือ ส่วนหนึ่งที่คนให้ความใส่ใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ความยินยอมก่อนการเก็บข้อมูล การเรียกร้องให้ลบข้อมูล หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามว่าองค์กรมีสิทธิ์ใช้ข้อมูลเหล่านั้นได้มากแค่ไหน
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงนี้กำลังส่งแรงสะเทือนไปถึงระดับการบริหารจัดการขององค์กรทุกขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI, IoT และระบบคลาวด์ กฎหมาย PDPA จึงไม่ใช่แค่ข้อบังคับทางกฎหมายอีกต่อไป แต่กลายเป็น “แนวปฏิบัติมาตรฐาน” ที่ทุกองค์กรต้องมีหากต้องการรักษาความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า
ปี 2025 คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่องค์กรไม่อาจมองข้ามเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่แค่เพราะกลัวบทลงโทษ แต่เพราะโลกธุรกิจกำลังวัดกันที่ “ความโปร่งใส” และ “ความรับผิดชอบ” ในการใช้ข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในองค์กร ควรบริหาร และ จัดเก็บ ข้อมูล PDPA อย่างไรบ้าง ?
ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาล การบริหารจัดการข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องเป็นเรื่องของทุกแผนกและทุกระดับในองค์กร การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องยึดตามแนวทางของ PDPA อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจได้ว่า องค์กรสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริง
PDPA คือ กฎหมายที่บังคับให้องค์กรต้องมีระบบควบคุมข้อมูลที่ชัดเจน
- จัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ที่โปร่งใสและเข้าใจง่าย
- ขอความยินยอมอย่างชัดเจนก่อนเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทุกครั้ง โดยไม่บิดเบื้อนจุดประสงค์ในการใช้ข้อมูลโดยเด็ดขาด
- แต่งตั้ง DPO (Data Protection Officer) เพื่อดูแลและควบคุมกระบวนการภายใน
- มีการทำ Data Mapping เพื่อระบุว่า ข้อมูลของลูกค้าหรือผู้ใช้ถูกเก็บไว้ที่ใด และถูกใช้ในกิจกรรมใดบ้าง
- วางระบบรองรับเมื่อเกิด Data Breach หรือเหตุรั่วไหลของข้อมูล เช่น แผนการแจ้งเตือนผู้เสียหายภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
องค์กรที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้ตาม PDPA อย่างถูกต้อง จะได้รับ ความไว้วางใจจากลูกค้า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับสากล โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การแข่งขันทางการตลาดมีความเปลี่ยนแปลงไว มีเครื่องมือสามารถเข้าถึงความเป็นส่วนตัวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
PDPA ได้มีการผสมผสานให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เมื่อข้อมูลถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่าง AI, Machine Learning, ระบบรู้จำใบหน้า (Face Recognition), หรืออุปกรณ์ IoT (Internet of Things) และสื่ออื่นๆอีกมากมายที่เราเผลอไปเล่นผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ ทางกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ
ตัวอย่างเช่น:
- AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค: ต้องพิจารณาว่าข้อมูลที่ AI นำมาวิเคราะห์นั้นได้รับความยินยอมหรือไม่? ผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการให้ข้อมูลได้หรือไม่? เพราะบางท่านไม่รู้ว่า AI จะทำการจัดเก็บข้อมูลที่ท่านให้เข้าระบบทั้งทีแบบไม่สามารถลบหรือแก้ไขอะไรได้อีก ตัวอย่างเครื่องมือที่เรารู้จักกันดีอย่าง Chat GPT ที่เราสามารถเข้าไปพูดคุย หรือ ส่งข้อมูลให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้ โดยทั่วไปแล้ว Chat GPT จะทำการเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อให้สามารถดึงมาวิเคราะห์คำนวนครั้งต่อไปได้ง่าย ไว มากยิ่งขึ้น
- ระบบ Smart Health: แอปที่เก็บข้อมูลสุขภาพผู้ใช้ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ หรือระดับน้ำตาลในเลือด ถือเป็นข้อมูลอ่อนไหว ต้องได้รับการคุ้มครองขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น Smart Health ของ Apply ที่ต้องขอเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวตลอดการสวมใส่ และเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เชื่อมต่อกันอยู่
- CCTV และเทคโนโลยีจดจำใบหน้า: การใช้กล้องในพื้นที่สาธารณะต้องมีป้ายแจ้งเตือนอย่างชัดเจน และต้องระบุวัตถุประสงค์ในการใช้งานให้โปร่งใส
PDPA คือ ตัวช่วยสำคัญในการกำหนด “ขอบเขตของการใช้เทคโนโลยี” ไม่ให้เกินเลยจนละเมิดสิทธิของผู้ใช้ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ความเคารพต่อข้อมูลของบุคคลก็ยังต้องมาก่อนเสมอ
องค์กรที่ใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ โดยยึดหลัก PDPA ไม่เพียงแต่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ของความโปร่งใสที่ลูกค้าไว้วางใจได้ในระยะยาว
แนวโน้มและอนาคตของการจัดการข้อมูล

แนวโน้มเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลนั้น ถือว่ามีการพัฒนาและมีแนวโน้มที่จะดีขี้นสำหรับเจ้าของข้อมูลเพราะมีการจัดการสิทธิ์และปกป้องข้อมูลของท่านมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะ กฎหมาย บทลงโทษ รวมถึงการรณรงค์ให้ทุกคนรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง :
- Privacy by Design
องค์กรต้องออกแบบระบบหรือบริการ โดยคิดถึง “ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน” ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไม่ใช่มาคิดทีหลัง - AI Governance
การจัดทำกรอบควบคุมจริยธรรมของ AI และระบบอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เช่น AI วิเคราะห์ใบสมัครงาน, AI คัดกรองลูกค้า, AI ในการตรวจจับการทำผิดกฎหมายบนถนน - Data Localization
หลายประเทศเริ่มกำหนดให้ข้อมูลของพลเมืองตนเองต้องเก็บไว้ภายในประเทศ เพื่อป้องกันการถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับการควบคุม - เครื่องมือช่วยจัดการ PDPA (PrivacyTech)
เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับจัดการคำขอลบข้อมูล หรือระบบติดตามการให้ความยินยอมอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายได้ง่ายขึ้น - ความร่วมมือระดับนานาชาติ
ในโลกที่ธุรกิจไร้พรมแดน การส่งข้อมูลข้ามประเทศเป็นเรื่องธรรมดา PDPA ของไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานระดับโลกอย่าง GDPR
องค์กรที่ปรับตัวตามแนวโน้มเหล่านี้ได้ จะไม่เพียงแต่รอดพ้นจากบทลงโทษทางกฎหมาย แต่ยังสามารถสร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิของผู้ใช้ และเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
บทสรุปทำไม PDPA คือรากฐานของธุรกิจในยุคใหม่
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้วัดกันแค่ยอดขายหรือจำนวนลูกค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการจัดการข้อมูลอย่างมีจริยธรรม โปร่งใส และเคารพสิทธิของผู้ใช้
PDPA คือ กฎหมายที่ทำหน้าที่เป็นเสมือน “เข็มทิศ” ให้กับองค์กร เพื่อกำกับทิศทางการใช้ข้อมูลในวิถีที่เหมาะสมและยั่งยืน ปี 2025 คือจุดที่ชัดเจนว่า “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ไม่ใช่แค่ภาระหน้าที่ตามกฎหมาย แต่คือ “กลยุทธ์ธุรกิจ” ที่ขาดไม่ได้ในโลกยุคดิจิทัล
องค์กรที่เข้าใจและปฏิบัติตาม PDPA อย่างแท้จริง จะไม่เพียงแต่ได้ความปลอดภัยจากการถูกฟ้องร้องหรือปรับโทษ แต่ยังได้สิ่งที่มีค่าที่สุดในยุคนี้ “ความเชื่อมั่นของผู้คน”
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน หรือสนใจใช้บริการของ t-reg
โทร 089-698-2591
รับชมบริการของเราได้ที่ t-reg.co





